|
ประเพณีกวนข้าวทิพย์
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีกวนข้าวทิพย์ เป็นพิธีกรรมของศาสนา พราหมณ์ที่มีสอดแทรกเข้ามาปะปนในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เพื่อถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ และบูชาพระรัตนตรัยอุทิศส่วนกุศล ให้แก่ผู้ตาย
ประเพณีกวนข้าวทิพย์ เป็นพระราชพิธีที่กระทำกันในเดือน ๑๐ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี และได้รับการฟื้นฟูครั้งใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และมาละเว้นเลิกรา ไปในสมัยรัชกาล ที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ แล้วมาได้รับการฟื้นฟู อีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา แต่ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะจัดกันในเดือน ๑๒ บางแห่งก็เดือนหนึ่ง ซึ่งคงจะถือเอาระยะที่ข้าวกล้า ในท้องนามีรวงขาวเป็นน้ำนม ของแต่ละปี และชาวบ้านก็มีความพร้อมเพรียงกัน
ในจังหวัดสิงห์บุรีบริเวณที่ยังคงรักษาประเพณีกวน ข้าวทิพย์ มีเหลืออยู่เพียง ๓ หมู่บ้าน คือหมู่บ้านพัฒนา โภคาภิวัฒน์ หมู่บ้านวัดกุฎีทอง หมู่บ้านในอำเภอพรหมบุรี ยังคงรูปเค้าโครง ของการรักษาประเพณี และมีความเชื่อถือ อย่างมั่นคง เป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งแฝงด้วยจริยธรรมและคติธรรมอยู่มาก ที่สมควรนำมากล่าวถึงคือ ความพร้อมเพรียงของ ชาวบ้านทั้งที่ทำนา และไม่ได้ทำนาถึงเวลาก็มาร่วมจัดทำและ ช่วยเหลือโดยยึดถือ ความสามัคคีเป็นหลัก
พิธีกรรม สิ่งของเครื่องปรุงข้าวทิพย์ ได้เลือก คงไว้ ๙ สิ่ง คือ ถั่ว , งา , นม , น้ำตาล , น้ำผึ้ง , น้ำอ้อย เนย และน้ำนมที่คั้นจากรวงข้าว
การจัดพิธีกรรม ยังคงรักษารูปเดิมไว้ โดยมีพราหมณ์ เข้าพิธี มีสาวพรหมจารีซึ่งจะพิถีพิถันคัดเลือกจากหญิงสาว ที่ยังไม่มีดอกไม้ (ระดู) ด้วยต้องการบริสุทธิ์สำหรับสาว พรหมจารีที่จะเข้าร่วมพิธี ต้องสมาทานศีล ๘ และต้องถือ ปฏิบัติตามองค์ศีลอย่างมั่นคง แม้ที่พักก็จัดให้อยู่ส่วนหนึ่ง จนกระทั่งถึงเวลาถวายข้าวทิพย์แก่ พระสงฆ์ ในตอนเช้าจึง จะหมดหน้าที่
ความเชื่อ ข้าวทิพย์เป็นอาหารที่รวมโอชารสต่าง ๆ ไว้พร้อม บริโภคแล้วจะได้รับประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ตามหลักโภชนาการสมกับเป็นข้าวทิพย์ รวมเอนกรส ยากที่จะทำขึ้นบริโภคได้ เมื่อผู้ใดได้บริโภคแล้วจะทำให้มีกำลังแข็งแรง มีคุณค่าอาหาร คงอยู่ในตัวได้นานพิจารณาแล้ว จะเป็นทางสนับสนุนข้าวทิพย์ของนางสุชาดา ที่นำไปถวายพระพุทธเจ้า ในวันตรัสรู้
กวนข้าวทิพย์" พุทธประเพณีโบราณ
********** “ข้าวทิพย์” หรือ “ข้าวมธุปายาส” คือข้าวที่นางสุชาดานำมาถวายพระพุทธเจ้าหลังทรงเลิกบำเพ็ญทุกข์กิริยา ก่อนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ตามพุทธประเพณีโบราณ การกวน “ข้าวทิพย์” ล้วนมีองค์ประกอบและขั้นตอนที่หลากหลาย โดยเฉพาะการกำหนดให้คนกวนต้องเป็นสาวพรมจรรย์ 3 คนที่เป็นลูกคนหัวปี คนกลาง และคนสุดท้อง ขณะที่ภายในมณฑลพิธียังมีข้อห้ามอีกหลายประการ อาทิ ห้ามดื่มสุรา ห้ามรับประทานอาหาร ห้ามสวมรองเท้า ห้ามผู้มีโรคสังคมรังเกียจและห้ามหญิงมีประจำเดือนหรือมีครรภ์เข้าไปอย่างเด็ดขาด ขณะที่ตลอดช่วงเวลาของการทำพิธีจะต้องมีการบวงสรวงลงเลขยันต์ทุกขั้นตอน กรรมวิธีต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้พิธี “กวนข้าวทิพย์” เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเชื่อกันว่าหากได้นำข้าวทิพย์ไปรับประทานหรือบูชา ย่อมเกิดมงคลต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง…แม้จะเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ขั้นตอน และกระบวนการสรรหาคนมากวนที่ยุ่งยาก ทำให้ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ค่อย ๆ หายไป.. เพื่อเป็นการฟื้นฟู และรักษาประเพณีกวนข้าวทิพย์ โครงการวิจัย “การสืบค้นประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เจ้าพ่อขุนตาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนบ้านห้างฉัตร จังหวัดลำปาง” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค ได้ร่วมสืบสานพุทธประเพณีโบราณด้วยการจัดพิธีกวนข้าวทิพย์ขึ้น ณ วัดห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เพื่อที่จะช่วยหลอมรวมใจของพุทธศาสนิกชนให้เห็นถึงคุณค่าของประเพณีโบราณ พิธีกวนข้าวทิพย์ ต้องมีการตระเตรียมข้าวของต่าง ๆ จำนวนมาก อาทิ นม เนย ข้าวตอก น้ำนม น้ำอ้อย น้ำผึ้ง มะพร้าว งา ถั่วต่าง ๆ ซึ่งก่อนการทำพิธีได้ทำการแบ่งเป็นประเภทของวัตถุดิบที่จะนำมากวนไว้เช่น... ประเภทข้าว ประกอบด้วย ข้าวเหนียว ข้าวก่ำ สาคู ข้าวเม่า ขนมปัง ประเภทถั่ว ได้แก่ ถั่วต่าง ๆ เมล็ดบัว ลูกเดือย ประเภทงา ได้แก่ งาดำ งาขาว งาหอม ประเภทน้ำหอม น้ำหวาน ได้แก่ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล นม น้ำมะพร้าว น้ำใบเตย น้ำดอกมะลิประเภทผลไม้ ได้แก่ ผลไม้ตามฤดูกาลที่นำมาถวาย ประเภทหัวมัน ได้แก่ เผือก มัน หัวกลอย มะพร้าว เป็นต้นหลังจากแบ่งประเภทสิ่งของที่จะใช้กวนข้าวทิพย์ ก็จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนมาทำบุญ และให้นำสิ่งของที่กล่าวมาข้างต้นมารวมกันที่วัดตามกำลังศรัทธา ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนให้ความสนใจนำสิ่งของทยอยมารวมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อถึงช่วงสาย ๆ ของวันทำพิธี ผู้คนจะมารวมกันที่วัดด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งผู้สูงอายุ คนหนุ่ม คนสาว หอบลูกจูงหลานเพื่อร่วมทำบุญในพิธีกวนข้าวทิพย์ครั้งนี้ ต่างคนต่างตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้คนละไม้ละมือ บางคนก็ทยอยเดินเข้าวัดพร้อมด้วยถุงใบใหญ่พกพาสิ่งของที่จะใช้สำหรับกวนข้าวทิพย์ จากนั้นจัดแจงแบ่งประเภทให้ได้ตามสัดส่วนที่พอดี ระหว่างนั้น ... ผู้สูงอายุชายกลุ่มหนึ่งก็เตรียมแท่นพิธีเพื่อบูชาท้าวจตุโลกบาล อันเป็นหัวหน้าเทวดาในชั้นจาตุมหาราช รักษาโลกในทิศทั้ง 4 ส่วนฝ่ายหญิงก็จัดเตรียมเครื่อง 4 จัดแจงใส่ภาชนะรูปสี่เหลี่ยมที่ทำจากกาบกล้วยที่เรียกว่า “สะตวง” จำนวน 5 อัน และขนาดใหญ่จำนวน 1 อัน สำหรับ ส่วนประกอบของเครื่อง 4 คุณยายต่อมแก้ว วังปา ที่หอบเอาหลานชายคือเด็กชายณัฐพล สมยา ที่มีความรู้เรื่องเครื่อง 4 เป็นอย่างดี สองยายหลายช่วยกันตรียมเครื่อง 4 หลานชายจะและช่วยคุณยายเก็บรายละเอียดในส่วนที่คุณยายลืม ส่วนคนอื่น ๆ บ้างก็คั่วงา นึ่งข้าว ทำกระธง ขูดมะพร้าว นึ่งถั่ว นึ่งมัน ปอกผลไม้ และอีกสารพัดเพื่อจัดแจงข้าวของให้ทันก่อนเวลาทำพิธีกรรม ทุกอย่างจัดไว้อย่างละ 4 สำรับ และวางไว้ 4 มุมในพื้นที่ที่จะเตรียมกวนข้าวทิพย์ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยไม้ไผ่สานขัดกันไปมา ที่เรียกว่า ขัดราชวัตร ระหว่างนั้นกลุ่มเด็กหนุ่มสาว ที่ถูกเลือกให้มากวนข้าวทิพย์ต่างก็เดินทยอยกันเข้ามาในบริเวณพิธี เด็กกลุ่มนี้ถูกคัดเลือกจากเด็กในหมู่บ้านจำนวน 16 คน เป็นชาย 8 คน หญิง 8 คน ในจำนวนนั้นมี “น้องทราย” หนึ่งในทีมกวนข้าวทิพย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนปรุงเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า.... “เคยร่วมในงานกวนข้าวทิพย์ที่วัดดอยแก้วจังหวัดลำพูน แต่แตกต่างกันตรงที่พิธีกรรมทางโน้นจะทำในตอนเที่ยงคืน ต้องรับศีล 3 วัน 3 คืน พอที่นี้กวนกลางวันก็รู้สึกแปลกนิดหน่อย แต่เข้าใจว่าครั้งนี้เป็นการฟื้นฟูประเพณีครั้งแรก คงต้องการให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วม ในส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจที่ได้เป็นตัวแทนที่เข้าร่วมในพิธีกรรมครั้งนี้ ได้บุญด้วย” ส่วนอีกคนคือน้องโจ้ ทำหน้าที่เป็นคนกวน... “รู้สึกภูมิใจที่ได้รับการคัดเลือก ผู้ใหญ่คงเห็นว่าเรามีความสามารถมีคุณสมบัติที่ดี ผมมองว่าประเพณีอย่างนี้น่าจะมีการสืบทอด และไม่ควรละเลย ยิ่งเฉพาะในหมู่วัยรุ่น นี่จึงทำให้ผมตัดสินใจเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้” กระทั่งเวลาประมาณ 11.39 น. เสียงฆ้องก็ดังขึ้น อันเป็นสัญญาณบอกถึงพิธีกรรมใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว.... ก่อนเริ่มต้นพิธีกรรมทางศาสนา จะมีพิธี “ขึ้นท้าวทั้ง 4” โดยเฉพาะตามตำรารามัญ (มอญ) ที่ต้องประกอบพิธีอัญเชิญมหาบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหมด แม้กระทั่งสวรรค์ชั้นดุสิต ที่เป็นพระโพธิสัตว์ รอเสวยพระชาติเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เพื่อบรรจุพุทธานุภาพในข้าวทิพย์ ที่จะประกอบพิธีกวนในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้รับประทานเข้าไปแล้ว มีจิตใจโน้ม ไปหาแสงสว่างแห่งธรรมะ ปัญญาเกิด ทุกข์โศกโรคภัยมลายหายไปหมดสิ้น ส่วนพิธีกรรมทางศาสนาเริ่มขึ้นโดยพระสงฆ์จะเป็นผู้ทำพิธี บูชาพระรัตนตรัย รับศีล 5 กลุ่มเด็กที่ทำหน้าที่กวนต้องเข้าร่วมในพิธีกรรมนี้ด้วย สังเกตเห็นได้ว่าหลังจากรับศีลแล้วจะมีการบริกรรมคาถา เจิมหน้าผากและไม้พายสำหรับกวน เด็กชายหญิงจะเหน็บช่อใบขนุนและใบมะตูมที่หู เป็นอันเสร็จพิธีกรรมทางศาสนา เด็ก ๆ ประจำอยู่ที่หม้อกวน เป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน จากนั้นพระสงฆ์ก็ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์เป็นจุดเริ่มต้นของพิธีกวนข้าวทิพย์ คนปรุงที่เป็นผู้หญิงเทเครื่องกวนลงไปทีละอย่าง เริ่มจากน้ำใบเตย น้ำมะพร้าว น้ำดอกไม้หอม จากนั้นก็ทยอยเทเครื่องกวนที่กล่าวมาข้างลงไป ระหว่างกวนข้าวทิพย์ ผู้คนต่างมายืนมุงดู ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนยกมือไหว้ท้วมหัวขอกุศลผลบุญครั้งนี้ช่วยคุ้มครองครอบครัว บ้างก็ตื้นตันเพราะประเพณีโบราณอย่างนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความสุขของผู้คนที่อิ่มบุญมีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่มสาว เด็กตัวเล็ก ซึ่งเป็นไปความคาดหวังของทีมนักวิจัยประวัติศาสตร์ฯ ห้างฉัตร หรือไม่ก็คงเป็นผลตามอานิสงส์การฟื้นฟูวัฒนธรรมพุทธประเพณี ”กวนข้าวทิพย์” ที่อยากให้กิจกรรมเหล่านี้หลอมรวมจิตใจคนในหมู่บ้าน ให้เกิดความสามัคคี เสียสละ แบ่งปัน เอื้ออาทร ผู้เฒ่าผู้แก่มีโอกาสถ่ายทอดความรู้แก่เด็ก บอกสอนอย่างรักใคร่ เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจที่ความรู้และวิธีการถูกถ่ายทอดผ่านระบบคุณค่าศาสนาในพุทธพิธีอย่างแนบเนียน
แม้พิธีการกวนข้าวทิพย์ จะมีความยุ่งยาก และใช้ปัจจัยจำนวนมาก แต่ทุกคนก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ให้เป็นไปตามตำราทุกประการ โดยมิได้หวังผลตอบแทนใด ๆ เพียงเพื่อให้ทุกคนได้รับประทานข้าวทิพย์และสืบสานประเพณีโบราณ ประสบแต่ความสุข
Download size 58 KB |